ลงทุนบิทคอยน์ปลอดภัย มีกำไร เข้าใจความเสี่ยง
ดูสารบัญเนื้อหา | เทรดบิทคอยน์กับ BitKubเทรดบิทคอยน์กับ SatangProเทรดกับ Binance

แนวโน้มของตลาดบิทคอยน์ในอนาคตเป็นเช่นไร? Bitcoin จะไปได้ไกลแค่ไหนเพียงใด?

บทความนี้เราจะมาเรียนรู้ถึงสถานะของบิทคอยน์ว่ามี Position อยู่ที่ตรงไหนในตลาดการเงิน ตลาดข้อมูล

ในด้านมิติของตลาดการเงิน
ตราบใดที่ธนาคารกลางของรัฐชาติ ยังคงปริ้นเงินออกมาดั่งเศษกระดาษเพื่อประคับประคองสภาพเศรษฐกิจโลกไม่ให้เกิดวิกฤต เมื่อนั้นบิทคอยน์จะไม่มีวันตาย มนุษย์เรายังคงโหยหาสินทรัพย์ที่รักษาความมั่งคั่งของพวกเค้าอยู่เสมอ หรือพูดให้ชัดคือ ยามที่ผู้คนขาดความมั่นใจในเงินตราของตน คนส่วนใหญ่จะเริ่มมาสะสมทอง เพราะความเชื่อแต่บรรพกาลว่าทองเป็นสิ่งที่หายาก กว่าจะขุดต้องใช้เงิน เวลา ทรัพยากรเป็นอันมากในการหาสินแร่ใต้พิภพ

แต่ทว่าสินแร่ทองคำนั้นแม้หายากเพียงใดก็สามารถขุดหาได้อยู่เรื่อยๆ และทองคำถูกใช้เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศของแต่ละรัฐจะเห็นได้ว่ามันค่อนข้างมีบทบาททางการเงินมานับพันปี นับแต่มนุษย์เริ่มรู้จักการแลกเปลี่ยนซื้อขายกัน

บิทคอยน์เป็นสินแร่ดิจิตอล ที่ไม่มีตัวตน ไม่อาจจับต้องได้ สามารถหาได้โดยการใช้คอมพิวเตอร์จำนวนมากในการถอดรหัสธุรกรรมที่เกิดขึ้นในระบบ คอมพิวเตอร์เครื่องใดที่ถอดรหัสได้ก่อนย่อมเป็นผู้ได้รับรางวัลเป็นบิทคอยน์ไป และด้วยความที่มันเป็นลักษณะของโปรแกรมที่ถูกควบคุมไว้ตั้งแต่มันถูกสร้างขึ้นมา โดยกำหนดว่ามันจะมีเพียง 21 ล้านบิทคอยน์เท่านั้น หลังจากนั้นจะไม่มีอีกแล้ว ด้วยความพิเศษของมันที่มันมีจำกัด ไม่ต่างกับของที่เป็น Limited Edition ที่ใครก็ตามล้วนอยากได้มัน

ทำไมทุกคนอยากได้บิทคอยน์
ในยามเกิดวิกฤตการเงิน สงคราม ข้าวยากหมากแพง รัฐกำลังจะเจ๊ง ผู้นำรัฐส่วนใหญ่ล้วนออกกฎหมายในการจำกัดเงิน รวมไปถึงการนำทองคำออกไปนอกประเทศ ใครฝ่าฝืนย่อมต้องได้รับโทษทางกฎหมาย นั่นเป็นข้อจำกัดของทองคำที่รัฐอาจจะหวงกั้น ไม่ให้ขนออก เพื่อใช้เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ

แต่กระนั้นมันไม่ได้เป็นปัญหากับบิทคอยน์เลย เพราะว่าด้วยคุณลักษณะของมันที่เป็นข้อมูล ลอยอยู่ในอากาศ เสมือนหนึ่งคลื่นโทรศัพท์ ตามองไม่เห็นแต่ไม่ได้แปลว่ามันไม่มี ด้วยลักษณะนี้ คุณสามารถออกไปนอกประเทศพร้อมหอบบิทคอยน์ตามจำนวนที่ต้องการเพื่อนำไปใช้ตั้งตัวในรัฐปลายทาง ในยามที่ต้องเผชิญวิกฤตกับปัญหาภายในรัฐต่างๆนั้น

ในด้านมิติของข้อมูล
มีคำกล่าวนึงที่เคยบอกว่า Bitcoin นั้นเป็น Level/Layer ที่สองของ internet คำกล่าวนี้ดูไม่ไกลเกินจริงนัก เพราะแรกเริ่มเดิมทีนั้นการส่งข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ตนั้นเป็นการสำเนาและส่งต่อ หมายความว่าหากนาย A ส่งรูปให้นาย B ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ทั้งนาย A และนาย B ต่างก็จะมีรูปภาพเดียวกัน นาย B จะเอาภาพไปตกแต่งอย่างไรก็ได้ ไม่ต้องบอกใคร

แต่ทว่าการมาของ Blockchain นั้นเป็นเลเวล/เลเยอร์ที่สองของอินเตอร์เน็ตที่ว่า เมื่อนาย A ส่งข้อมูลให้นาย B ไปแล้ว นาย A  ก็จะไม่มีข้อมูลนั้นต่อไปอีก อาจกล่าวได้ว่าเป็นการส่งต้นฉบับ ไม่ใช่การสำเนานอกทอด และเมื่อส่งออกไปทุกคนที่เชื่อมต่อเข้าหากัน จะทราบเหมือนกันหมดว่านาย A ส่งรูปให้นาย B ไปแล้ว นาย B จะมาแก้ไขภาพนั้นอีกไม่ได้ และนาย A ก็จะส่งให้ใครอีกไม่ได้เพราะตัวเองไม่ได้ถือครองข้อมูลภาพนั้นแล้ว

เราจึงได้นำหลักการดังกล่าวมาใช้ในด้านการเงิน ตามข้างต้นเมื่อนาย A ได้ส่งเงินให้นาย B ไปแล้ว เงินในกระเป๋าในนาย A ก็จะลดลง ส่วนของนาย B ก็จะเพิ่มขึ้น ทั้งนี้หากส่งยอดเดียวกับซำ้อีกครั้ง ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วโลกจะตรวจสอบแล้วบอกว่านาย A ใช้เงินซำ้ไม่ได้ (Double Spent) เราไม่ยอมรับ ระบบเครือข่ายจะปฏิเสธการจ่ายเงินนั้น ถือว่าไม่มีธุรกรรมเกิดขึ้น ไม่มีใครจดบันทึกธุรกรรมนั้น
และเช่นเดียวกันหากนาย B ส่งเงินเกินกว่าที่ตัวเองได้รับ ระบบก็จะปฏิเสธ เพราะนาย B ไม่สามารถส่งเงินได้มากกว่าที่ตนมี

ในยุคถัดไปเราจะได้เห็นถึงการนำหลักการดังกล่าวมาใช้กับเรื่องลิขสิทธิ์ต่างๆที่เมื่อมีการโอนสิทธิแล้ว ก็ไม่สามารถใช้ได้อีก หรือแม้กระทั่งการเก็บข้อมูล Logistic ผ่านบล็อคเชนที่ติดตามสินค้า และอาจจะเห็นการพัฒนาวงการแพทย์ที่เก็บข้อมูลคนไข้ผ่าน Blockchain ที่โรงพยาบาลทั้งหมดสามารถดูประวัติการรักษาผู้ป่วยได้ทันทีไม่ต้องถือแฟ้มประวัติการรักษาเวลาเปลี่ยนหมออีกต่อไป

สรุป: นี่คือจุดเริ่มต้นของบิทคอยน์เท่านั้นในการพัฒนาให้เป็นสินค้าทางการเงิน แต่ในอนาคตเราจะได้เห็นบิทคอยน์สามารถปฏิวัติชีวิตของมนุษย์ได้อีกมากมายอย่างไม่น่าเชื่อทีเดียว

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น